ยินดีต้อนรับสู่ The PÍTI Apothecary

mimosa hostilis เป็นสมุนไพรพืชโบราณแห่งอารยธรรมมายา "หรืออีกซื่อหนึ่ง มิโมซ่า เทนุยฟลอร่า (Mimosa Tenuiflora)"

คนที่ไม่รู้ : ปลูกทำไมต้นไมยราบ 

ส่วนคนที่รู้ : มันคือต้น (mimosa hostilis)เป็นสมุนไพรพืชโบราณแห่งอารยธรรมมายา "หรืออีกซื่อหนึ่ง มิโมซ่า เทนุยฟลอร่า (Mimosa Tenuiflora)" สมุนไพรบำรุงผิวของชาวมายัน และต้นกำเนิดของสารไซคีเดลิกในตำนานอย่าง DMT

นานแล้วที่ไม่ได้เข้าป่าเข้าดงไปตามหาพืชสมุนไพรเพื่อนำข้อมูลมาให้ทุกท่านได้อ่านกันแบบสนุกๆ ปนสาระบ้างเล็กน้อย ใครล่ะจะรู้ไปว่าพืชที่มีหน้าตาคล้ายกับผักกระเฉดในบ้านเรา หรือบางทีก็ดูคล้ายกับต้นไมยราบจะกลายมาเป็นพืชสมุนไพรอันดับต้นๆที่ถูกนำมาสกัดเป็นสารไซคีเดลิกอันทรงพลังอย่าง DMT ที่นำไปสู่การเข้าถึงพลังงานบางอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติตามความเชื่อของชาวมายันเมื่อครั้นในอดีตที่ผ่านมา วันนี้จึงขอนำเสนอพืชที่มีชื่อว่า "Mimosa tenuiflora" สมุนไพรยุคโบราณที่หลงเหลือมาจากอารยธรรมมายา

มิโมซ่า เทนุยฟลอร่า (Mimosa tenuiflora) หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ "Mimosa hostilis" ในบางครั้งเราอาจจะได้ยินมันอีกหลายๆชื่อ อาทิเช่น jurema preta สำหรับในประเทศบราซิลจะเรียกว่า calumbi และในประเทศเม็กซิโกก็มีชื่อเรียกอีกหลากหลาย ทั้ง tepezcohuite carbonal cabrera jurema black jurema และ binho de jurema ตามลำดับ ลักษณะพืชดังกล่าวเป็นไม้ล้มลุกหลายปีลักษณะไม้พุ่มมักจะพบได้ตามแถบพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ตั้งแต่เมื่อง Paraíba เมือง Rio Grande do Norte เมือง Ceará เมือง Pernambuco และ เมือง Bahia โดยพบได้มากทางตอนเหนือถึงตอนใต้ของเม็กซิโก ตั้งแต่เมือง Oaxaca และชายฝั่ง Chiapas ไปจนถึงตามประเทศต่างๆ ดังต่อไปนี้: เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) ฮอนดูรัส (Honduras) ปานามา (Panama) โคลอมเบีย (Colombia) และเวเนซุเอลา (Venezuela) ส่วนมากจะพบในบริเวณชั้นบรรยากาศโลกระดับต่ำ (low altitudes) อาจจะพบได้สูงจนถึงระยะ 1,000 เมตร (3,300 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล
—————————————————
รายละเอียดสำหรับพืชชนิดนี้

ลักษณะกิ่งก้านมีความคล้ายกับเฟิร์น และมีใบคล้ายผักกระเฉด ส่วนปลายแหลมยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร (2.0 นิ้ว) ใบแต่ละใบประกอบด้วยแผ่นพับที่มีสีเขียวสว่างจำนวน 15 ถึง 33 คู่ ยาวประมาณ 5 ถึง 6 มิลลิเมตร (0.20 ถึง 0.24 นิ้ว) ลำต้นสามารถเติบโตได้สูงถึง 8 เมตร (26 ฟุต) และสามารถสูงไปได้อีก 4 ถึง 5 เมตร (13 ถึง 16 ฟุต) ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี โดยมีดอกสีขาวที่มีกลิ่นหอม ซึ่งดอกมีลักษณะเป็นทรงกระบอกแหลมแบบหลวมๆ ยาว 4 ถึง 8 เซนติเมตร (1.6 ถึง 3.1 นิ้ว) ในฝั่งซีกโลกเหนือจะออกดอก และออกผลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงมิถุนายน หรือกรกฎาคม แต่ในซีกโลกใต้จะบานในช่วงเดือนกันยายนถึงมกราคมเป็นหลัก ผลมีลักณะเปราะ และยาวเฉลี่ย 2.5 ถึง 5 เซนติเมตร (0.98 ถึง 1.97 นิ้ว) แต่ละฝักมีเมล็ดโดยประมาณ 4 ถึง 6 เมล็ด มีลักษณะรี แบน สีน้ำตาลอ่อน และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ถึง 4 มิลลิเมตร (0.12 ถึง 0.16 นิ้ว) มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 145 เมล็ดต่อ1 กรัม (0.035 ออนซ์) ในทางซีกโลกใต้ ผลจะสุกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี
เปลือกของต้นดังกล่าวมีสีน้ำตาลเข้มถึงเทา แตกตามยาว และด้านในมีสีน้ำตาลแดง
เนื้อไม้ของต้นดังกล่าวมีสีน้ำตาลแดงเข้มโดยมีสีเหลืองอยู่ตรงกลาง มีความหนาแน่นสูง ทนทาน และแข็งแรง มีความหนาแน่นโดยประมาณอยู่ 1.11 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm^3)

ปล่อยครั้งเรามักจะพบ Mimosa tenuiflora เติบโตขึ้นได้ดีมากหลังจากเกิดไฟป่า หรือระบบนิเวศน์แปรปรวนครั้งใหญ่ นับว่าเป็นพืชที่บุกเบิกและนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ มันทิ้งใบลงบนพื้น ก่อตัวเป็นชั้นคลุมด้วยหญ้าบางๆ อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็เป็นซากพืชหรือปุ๋ยให้พืชอื่นๆต่อไป นอกจากความสามารถในการตรึงไนโตรเจนแล้ว พืชดังกล่าวยังมีความสามารถในการปรับสภาพดิน ทำให้พร้อมสำหรับพืชชนิดอื่นๆ ที่จะตามมาได้อีกด้วย
—————————————————
การใช้เพื่อการรักษา

ชาที่ทำจากใบ และลำต้นถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาอาการปวดฟัน อาการไอ และหลอดลมอักเสบ สารสกัดในรูปแบบน้ำ (ด้วยวิธีการต้ม) ของพืช Mimosa tenuiflora สามารถนำมาดื่มได้ โดยการนำเปลือกไม้มาหนึ่งกำมือลงในน้ำหนึ่งลิตรจะหรือในน้ำเชื่อมก็ได้จนกลายเป็นสารละลายที่มีฤทธิ์ซึ่งอาจจะทำให้เมาได้

มีการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นชิ้นหนึ่งพบว่า Mimosa tenuiflora มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษาแผลที่ขา (การเป็นแผลเปิดบริเวณขา) ได้เป็นอย่างดี

สารสกัดในรูปแบบน้ำของพืชชนิดดังกล่าวถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาบาดแผล แผลไฟไหม้ในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์จากพืชตัวนี้ (โดยทั่วไปจัดกลุ่มภายใต้คำว่า "Tepezcohuite") จึงกลายเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ได้รับความนิยม และผลิตได้ง่ายในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเชิงการค้า ซึ่งใช้ และทำการตลาดโดยคนดัง อย่าง Kylie Jenner และ Salma Hayek
—————————————————
การใช้ในรูปแบบอื่นๆ
พืชชนิดมักถูกใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์ โดยให้โปรตีนที่สำคัญ และสารอาหารอื่นๆ ซึ่งเติบโตได้ดีในฤดูแล้ง และพื้นที่แห้งแล้ง ในขณะที่สามารถให้อาหารเพื่อช่วยชีวิตเหล่าปศุสัตว์ และสัตว์ในท้องถิ่นได้ ทั้งวัว แพะ และแกะ ต่างกินฝัก และใบของต้นดังกล่าว ดูเหมือนจะมีหลักฐานว่า Mimosa tenuiflora ที่สัตว์กินเข้าไปอาจทำให้เกิดความบกพร่องในการพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องตั้งท้องในประเทศบราซิล รวมถึงพืชชนิดนี้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของผึ้งโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง และต้นฤดูฝน เช่นเดียวกับพืชส่วนใหญ่ในตระกูลถั่ว หรือ Fabaceae พืชชนิดนี้ยังสามารถใช้เป็นปุ๋ยให้แก่ดินด้วยแบคทีเรียที่มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจน อีกทั้งมีประโยชน์สำหรับต้านการพังทลายของดิน และการปลูกป่า

Mimosa tenuiflora เป็นแหล่งไม้ทำเชื้อเพลิงได้ดีมาก และใช้ได้ดีมากสุดๆสำหรับการทำเป็นเสา ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีสารแทนนินสูง (ประมาณ16%) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เน่า และป้องกันแมลงอันเนื่องมาจากมีสารแทนนินสูงนั้นเอง โดยเปลือกไม้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเป็นสีย้อมตามธรรมชาติ และในการผลิตเครื่องหนัง ใช้ทำสะพาน อาคาร รั้ว เฟอร์นิเจอร์ และล้อ ยังสามารถเป็นแหล่งผลิตถ่านที่ดีเยี่ยม และมีการศึกษาอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อดูว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้

คุณสมบัติการรักษาของพืชชนิดนี้มีประโยชน์ในการรักษาสัตว์เลี้ยง น้ำยาจากใบหรือเปลือกใช้ล้างตัวสัตว์ เพื่อป้องกันพยาธิได้ และพืชดังกล่าวมักจะเก็บใบส่วนใหญ่ไว้ในช่วงฤดูแล้งจึงเป็นแหล่งให้ร่มเงาที่สำคัญสำหรับสัตว์ และพืชในช่วงเวลานั้น
—————————————————
สารเคมีที่สำคัญในพืชดังกล่าว

เปลือกไม้อุดมไปด้วยสารแทนนิน (tannins) ซาโปนิน (saponins) อัลคาลอยด์ (alkaloids) ลิพิด (lipids) ไฟโตสเตอรอล (phytosterols) กลูโคไซด์ (glucosides) ไซโลส (xylose) แชมโนส (rhamnose) อาราบิโนส (arabinose) ลูเพิล (lupeol) เมทอกซีชาลโคน (methoxychalcones) และคูคูลคานิน (kukulkanins) นอกจากนี้ Mimosa hostilis ยังมี labdane diterpenoids แล็บเดน (labdane) และไดเทอร์พีนอยด์ (diterpenoids) อีกด้วย
—————————————————
การใช้ในทางจิตวิญญาณ และตามความเชื่อ (Entheogenic uses)

Mimosa tenuiflora ถือเป็นพืชที่มีสารที่ใช้ยกระดับจิตวิญญาณทางศาสนาและความเชื่อ (Entheogen) ที่ใช้โดยลัทธิ Jurema หรือ O Culto da Jurema ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ที่มักนิยมดื่มเครื่องดื่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทซึ่งทำจากพืชชนิดดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการแสดงถึงสารบางอย่างที่บริเวณเปลือกของรากในประเทศเม็กซิกันที่เป็นแบบแห้งว่ามีปริมาณของไดเมทิลทริปทามีน หรือ dimethyltryptamine (DMT) อยู่ประมาณ 1 ถึง 1.7% ที่บริเวณเปลือกของลำต้นมี DMT อยู่ประมาณ 0.03%

ส่วนต่างๆ ของพืชดังกล่าวมักใช้ในทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลในยาสมุนไพรต้มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่เรียกว่า "Jurema" หรือ "Yurema" ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มอันเลื่องชื่ออย่าง อายาวัสกา (Ayahuasca) จากชาวอะเมซอนตะวันตกดั้งเดิมนั้นกลั่นจากเถาวัลย์อายาวัสกาพื้นเมือง อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันไม่พบ β-carbolines เช่น harmala alkaloids ในยาสมุนไพรต้มของ Mimosa tenuiflora แต่ "Jurema" ยังคงมีใช้ร่วมกับพืชอีกหลายชนิด

สิ่งที่นำเสนอนี้สร้างความท้าทายต่อความเข้าใจด้านเภสัชวิทยาว่า เหตุใด DMT จากพืชเมื่อถูกใช้เข้าไปในร่างกายทางปาก (ดื่มหรือรับประทาน) จึงสามารถทำให้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้ เนื่องจากฤทธิ์ทางจิตประสาทของ DMT ที่กินหรือดื่มเข้าไปนั้นจำเป็นต้องมีตัวยับยั้งอย่างเอนไซม์ที่มีชื่อว่า monoamine oxidase (MAOI) เช่น β-carboline ถ้าไม่มี MAOI ตัวนี้อยู่ในพืช หรือไม่ได้เติมลงในส่วนผสมเอนไซม์ดังกล่าว (MAO) จะเผาผลาญหรือทำการสลายสารอย่าง DMT ในลำไส้ของมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้โมเลกุลชนิดนี้ได้ที่ทำงานอยู่เข้ไปาสู่กระแสเลือด และสมอง (MAO ย่อย DMT จึงไม่ทำให้ทริป แต่เหตุใดเครื่องดื่มที่มีชื่อว่า Jurema อันประกอบด้วย Mimosa tenuiflora จึงทริปได้ ทั้งๆที่ไม่มีสารยับยั้ง MAO หรือที่เรียกกันว่า MAOI อยู่เลยด้วยซ้ำ กลายเป็นให้ผลในลักษณะเดียวกันกับการสูบ ซึ่งยังต้องหาคำตอบในส่วนนี้ต่อไป)

พืชชนิเนี้นี้ยังคงถูกใช้ในการผลิตสารไซคีเดลิกอย่าง "DMT" แบบผลึกอย่างลับๆ ในรูปแบบนี้มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทเป็นอย่างมาก โดยตัวมันเองเมื่อถูกทำให้ระเหย และถูกสูดเข้าไปตามลมที่หายใจเอาเข้าไปสู่ร่างกาย (วิธีการสูบ)

การแยกสารประกอบเคมียูเรมามีน (yuremamine) ออกจากพืชชนิดนี้ ตามที่รายงานในปีค.ศ. 2005 แสดงถึงไฟโตอินโดลประเภทใหม่ ซึ่งอาจอธิบายกิจกรรมทางปากที่ชัดเจนของ DMT ในเครื่องดื่มจูเรมา (Jurema) ที่มีส่วนผสมของ Mimosa tenuiflora เป็นหลัก
—————————————————
การเพาะปลูก

โดยธรรมชาติแล้ว Mimosa tenuiflora นั้น จะมีผล และเมล็ดพืชจะกระจายไปตามลมในรัศมี 5 ถึง 8เมตร (16–26 ฟุต) จากต้นแม่ ฝนจะพัดพาพวกมันจากที่ลาดลงไปยังที่ราบต่ำ และกิจกรรมของมนุษย์ก็มีส่วน เพื่อการกระจายตัวของมันเอง

สำหรับการเพาะปลูก ฝักเมล็ดจะถูกเก็บเมื่อเริ่มเปิดตามธรรมชาติบนต้นไม้ ฝักที่เก็บได้จะถูกนำไปตากแดดเพื่อให้ฝักเปิดออก และปล่อยเมล็ดออกมา เมล็ดสามารถปลูกได้ในดินทรายที่มีแสงแดดส่องถึง

การทำให้เมล็ดเป็นแผลเป็นด้วยวิธีทางกล หรือโดยการใช้กรดซัลฟิวริกจะเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดอย่างมากเมื่อเทียบกับการไม่แปรรูป โดยสามารถหว่านเมล็ดลงในหลุมโดยตรงหรือปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้ได้อีกด้วย

เมล็ดสามารถงอกได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ 10 ถึง 30 °C แต่อัตราการงอกสูงสุดจะเกิดขึ้นที่ประมาณ 25 °C (ประมาณ 96%) แม้จะเก็บไว้นานสี่ปีก็ตาม การงอกใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์

นอกจากนี้ยังสามารถขยายพันธุ์ Mimosa tenuiflora ด้วยวิธีการปักชำได้อีกด้วยซ้ำ แต่ไม่แนะนำให้ตัดแต่ง Mimosa tenuiflorae ที่โตเต็มวัยในช่วงฤดูฝนเพราะอาจทำให้พวกมันตายได้
—————————————————
สถานภาพทางกฎหมาย

พืชชนิดดังกล่าวมีการถูกพูดถึงในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการ ต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุที่ ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. 1988 แต่สำหรับประเทศไทยนั้นปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับพืชชนิดนี้อย่างชัดเจน

ไม่มีความคิดเห็น: