ยินดีต้อนรับสู่ The PÍTI Apothecary

น้ำมันหอมระเหยปาโล ซานโต (ไม้ศักดิ์สิทธิ์) เบอร์เซรา เกรโวเลนส์ Palo Santo (Holy Wood) Essential Oil Bursera graveolens.


What Still point "Nose"

ไม้จากต้น Palo Santo ถูกใช้โดยชาวอินคามาตั้งแต่สมัยโบราณเพื่อเป็นวิธีการรักษาจิตวิญญาณในการชำระล้างและทำความสะอาด ไม้ชนิดนี้สามารถชำระล้างพลังงานเชิงลบออกจากพื้นที่ได้ และเราพบว่าน้ำมันหอมระเหยก็เช่นกัน

ชื่อ Palo Santo แปลว่าไม้ศักดิ์สิทธิ์ น้ำมันชนิดนี้กลั่นมาจากกิ่งก้านที่ร่วงหล่นและซากต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ไม้จะค่อยๆ โตเต็มที่เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากที่ต้นไม้ตายลง โดยพัฒนาปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่ทรงพลังมาก สิ่งที่เราพบว่าน่าสนใจมากก็คือปฏิกิริยาเคมีแบบเดียวกันนี้ไม่เกิดขึ้นในกิ่งก้านที่ถูกตัดหรือในเนื้อไม้ของต้นไม้ที่ถูกตัด ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าน้ำมันหอมระเหยจะพาวิญญาณของต้น Palo Santo อันศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้ทรงพลังมาก



เราพบว่า Palo Santo มีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยเหลือบุคคลในการทำสมาธิและการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของตนเอง น้ำมันนี้มีประสิทธิภาพมากเมื่อใช้ร่วมกับจักระรากที่ 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอดและการดำรงชีวิตบนโลก จักระที่ 6 ซึ่งเกี่ยวข้องกับของขวัญทางจิตวิญญาณในการมองเห็น และวิธีที่เราเห็นตัวเองและผู้อื่น และวิธีที่เราเห็นโลก จักระที่ 7 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลระดับสูงของเราและการเชื่อมต่อกับพลังงานศักดิ์สิทธิ์ และจักระที่ 8 (ซึ่งอยู่เหนือศีรษะ) และถือเป็นแก่นแท้และพลังงานของจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์

นอกจากนี้ เรายังใช้น้ำมันนี้เพื่อคุณสมบัติในการปกป้องพลังงานสำหรับบ้านของเรา รวมถึงร่างกายทางกาย อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณของเรา เราพบว่าน้ำมันนี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องรับมือกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

สำหรับร่างกาย เราพบว่าน้ำมันนี้มีประสิทธิภาพมากสำหรับอาการหวัด ไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อไซนัส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหอบหืด รวมถึงอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีลิโมนีน (โมโนเทอร์พีน) ในปริมาณสูงมาก นอกจากนี้ เรายังประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในการผสมน้ำมันนี้กับกำยานเพื่อรักษาอาการไมเกรนและอาการปวดหัวโดยทั่วไป

น้ำมัน Palo Santo เป็นยารักษาบาดแผลที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านพลังงานและกายภาพ



การใช้น้ำมัน Palo Santo แบบดั้งเดิม (ไม้ศักดิ์สิทธิ์)

น้ำมัน Palo Santo มักใช้ในอเมริกาใต้เป็นยาฆ่าเชื้อและขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง ร่างกาย และบ้านเรือน น้ำมัน Palo Santo ใช้เพื่อชำระล้าง "พลังงานด้านลบ" ออกจากบ้านเรือนและนำโชคลาภมาให้

น้ำมัน Palo Santo เป็นน้ำมันที่ดีสำหรับการติดเชื้อผิวหนังและช่วยรักษาสิวได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับน้ำมันหอมระเหยอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติในการรักษาผิว เช่น เมล็ดแครอท, Helichrysum Italicum และ Manuka

น้ำมัน Palo Santo ใช้เพื่อบรรเทาอาการตื่นตระหนกและความวิตกกังวล น้ำมัน Palo Santo ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นและช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้มาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับน้ำมันต่อต้านอาการซึมเศร้าอื่นๆ เช่น น้ำมัน Blood Orange, Frankincense หรือ Neroli

เป็นสารขับไล่ยุงและแมลงชนิดอื่นๆ ได้ดี น้ำมัน Palo Santo มีกลิ่นหอมน่าใช้ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อต้องการใช้ไล่แมลง

คุณสมบัติต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวดทำให้เป็นยาที่ดีสำหรับอาการปวดหัวและไมเกรน รวมถึงบรรเทาอาการปวดจากกล้ามเนื้อตึงและข้อต่อที่ตึง

ไม้ Palo Santo ได้รับการเก็บเกี่ยวภายใต้การดูแลของรัฐบาลโดยชาวพื้นเมืองของป่าเปรู ไม่มีการทำลายต้นไม้ในการรวบรวมไม้ที่โรงกลั่นของเราใช้ ไม้ได้รับการเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้องตามจริยธรรม

พลังงานและจักระ

จักระที่ 1 - การเอาตัวรอดและการสนับสนุน จักระที่ 2 - ความสัมพันธ์ พลังงานสร้างสรรค์ จักระที่ 5 - การพูดความจริง จักระที่ 6 - มุมมอง จักระที่ 7 - ข้อมูลระดับสูง ความชัดเจน การขยายตัว การลงหลักปักฐาน การมองย้อนเข้าไปในตัวเอง การทำสมาธิ การปกป้อง การชำระล้าง พลังงานต้นทาง การเปลี่ยนแปลง ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข



คุณสมบัติทางพลังงาน จิตวิญญาณ และอารมณ์ของ Palo Santo (ไม้ศักดิ์สิทธิ์)

การขยายตัวแต่ลงหลักปักฐาน

การเชื่อมต่อกับมิติที่สูงขึ้น

การปกป้องพลังงาน

นำโชคดีมาให้

ชำระล้างตนเองและบ้านจากพลังงานเชิงลบหรือเงา

สนับสนุนการทำสมาธิและเชิญชวนให้มีสติสัมปชัญญะที่สูงขึ้น

สงบและระงับความวิตกกังวล... ช่วยให้จิตใจสงบและเชิญชวนให้มีความสงบนิ่ง

ประโยชน์ทางการรักษาของ Palo Santo (Holy Wood) 

แก้ปวด ลดภูมิแพ้ ลดความวิตกกังวล รักษาโรคหอบหืด ต้านแบคทีเรีย ต้านอาการซึมเศร้า ต้านการติดเชื้อ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านอาการกระตุก สงบ บำรุงสมอง บำรุงระบบประสาทส่วนกลาง ลดอาการคัดจมูก ขับเสมหะ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน บำรุงร่างกาย

ขยายความอย่างละเอียด: ประโยชน์ทางการรักษาของ Palo Santo (Holy Wood)

Palo Santo หรือ Bursera graveolens เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการรักษาที่ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การรักษาโรคทางกาย การบำบัดจิตใจ ไปจนถึงการบำรุงระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้มาจากสารสำคัญใน Palo Santo เช่น Limonene, α-Terpineol, Menthofuran, Carvacrol, Caryophyllene และ Guaiacol ที่ทำให้มันมีคุณสมบัติในการรักษาโรคและบำบัดสุขภาพ ดังนี้:

1. แก้ปวด (Pain Relief)

  • สารสำคัญ: Limonene, Terpineol, Caryophyllene

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene มีฤทธิ์ในการลดการรับรู้ความเจ็บปวดผ่านการกระตุ้นระบบ Endocannabinoid

    • Terpineol มีคุณสมบัติในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและต้านการอักเสบ

    • Caryophyllene เป็นสารต้านการอักเสบที่มีฤทธิ์คล้ายกับ Cannabinoid Receptor 2 (CB2) ช่วยบรรเทาอาการปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง

วิธีใช้:

  • นำ Palo Santo มาเผาเพื่อสูดดมกลิ่นหอม

  • ใช้น้ำมันหอมระเหยทาบริเวณที่ปวด เช่น ข้อมือ ข้อศอก หรือหลัง

2. ลดภูมิแพ้ (Anti-Allergic)

  • สารสำคัญ: Limonene, α-Pinene

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene ช่วยลดการอักเสบและการหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้

    • α-Pinene เป็นสารต้านการอักเสบที่ช่วยเปิดช่องทางเดินหายใจและลดการบวมในโพรงจมูก

วิธีใช้:

  • สูดดมควัน Palo Santo ที่เผาเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกและอาการภูมิแพ้

  • หยดน้ำมัน Palo Santo ลงในเครื่องพ่นไอน้ำเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ

3. ลดความวิตกกังวล (Anxiety Reduction)

  • สารสำคัญ: Limonene, Terpineol, Guaiacol

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการหลั่ง เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความผ่อนคลาย

    • Terpineol มีคุณสมบัติในการผ่อนคลายระบบประสาท ลดความเครียด

    • Guaiacol ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าและเพิ่มความรู้สึกสงบ

วิธีใช้:

  • ทำการสูดดมน้ำมันหอมระเหย Palo Santo หรือเผา Palo Santo ในบริเวณที่ต้องการบำบัด

  • ใช้ในการนวดผ่อนคลายร่วมกับน้ำมันตัวพา เช่น น้ำมันมะพร้าว

4. รักษาโรคหอบหืด (Asthma Relief)

  • สารสำคัญ: α-Pinene, Limonene

  • กลไกการทำงาน:

    • α-Pinene เป็นสารที่ช่วยเปิดทางเดินหายใจ ลดการบวมของเนื้อเยื่อปอด

    • Limonene มีฤทธิ์ขยายหลอดลมและลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม

วิธีใช้:

  • สูดดมไอระเหยจาก Palo Santo หรือใช้น้ำมันหอมระเหยใส่ในเครื่องพ่นไอน้ำ

  • นำ Palo Santo มาต้มในน้ำร้อนแล้วสูดไอระเหย

5. ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial)

  • สารสำคัญ: Carvacrol, Caryophyllene, Terpineol

  • กลไกการทำงาน:

    • Carvacrol มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเชื้อ Staphylococcus aureus

    • Caryophyllene ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในทางเดินหายใจ

    • Terpineol มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการติดเชื้อผิวหนัง

วิธีใช้:

  • ผสมน้ำมัน Palo Santo กับน้ำมันมะกอกและทาบริเวณที่ติดเชื้อ

  • ใช้เป็นส่วนผสมในสเปรย์ฆ่าเชื้อสำหรับมือและพื้นผิว

6. ต้านอาการซึมเศร้า (Antidepressant)

  • สารสำคัญ: Limonene, Guaiacol, Terpineol

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene มีคุณสมบัติในการเพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) และ โดพามีน (Dopamine) ในสมอง

    • Guaiacol ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและเพิ่มพลังงาน

    • Terpineol มีฤทธิ์ผ่อนคลายระบบประสาท ลดอาการซึมเศร้าและความอ่อนล้า

วิธีใช้:

  • หยดน้ำมัน Palo Santo ลงในอ่างอาบน้ำเพื่อการผ่อนคลาย

  • สูดดมกลิ่น Palo Santo ก่อนนอนเพื่อเพิ่มความสงบ

7. ต้านการอักเสบ (Anti-Inflammatory)

  • สารสำคัญ: Limonene, Caryophyllene, Terpineol

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene ยับยั้งการหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ

    • Caryophyllene มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเชิงลึก โดยเฉพาะการอักเสบของกล้ามเนื้อและข้อ

วิธีใช้:

  • ผสมน้ำมัน Palo Santo กับน้ำมันตัวพาและทาบริเวณที่มีอาการอักเสบ

  • ใช้ในการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ

8. บำรุงสมองและระบบประสาทส่วนกลาง (Neuroprotective & Nootropic)

  • สารสำคัญ: Limonene, Guaiacol, Terpineol

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene มีฤทธิ์ในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมอง

    • Guaiacol ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทจากการเสื่อมสภาพ

    • Terpineol ช่วยเสริมสร้างสมาธิและเพิ่มความจำ

วิธีใช้:

  • ใช้น้ำมัน Palo Santo หยดบนหมอนก่อนนอน

  • ใช้ในการทำสมาธิเพื่อเสริมสร้างความสงบและสมาธิ

9. ขับเสมหะและลดอาการคัดจมูก (Decongestant & Expectorant)

  • สารสำคัญ: α-Pinene, Limonene

  • กลไกการทำงาน:

    • α-Pinene มีฤทธิ์ขับเสมหะและเปิดทางเดินหายใจ

    • Limonene ช่วยลดการบวมของโพรงจมูกและช่วยให้หายใจโล่ง

วิธีใช้:

  • หยดน้ำมัน Palo Santo ในเครื่องพ่นไอน้ำ

  • ต้ม Palo Santo แล้วสูดไอระเหย

10. กระตุ้นภูมิคุ้มกันและบำรุงร่างกาย (Immune Booster & General Tonic)

  • สารสำคัญ: Limonene, Carvacrol, Caryophyllene

  • กลไกการทำงาน:

    • Limonene ช่วยเพิ่มเซลล์ภูมิคุ้มกันและลดการติดเชื้อ

    • Carvacrol ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

    • Caryophyllene ช่วยลดการอักเสบและเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน

วิธีใช้:

  • สูดดมไอระเหย Palo Santo ทุกเช้า

  • ใช้เป็นน้ำมันนวดผิวเพื่อลดการอักเสบและฟื้นฟูร่างกาย



กลิ่นของ Palo Santo (ไม้ศักดิ์สิทธิ์) เย็น หอมดิน มีกลิ่นเรซิน เข้มข้น มีกลิ่นส้มเล็กน้อย หวานเล็กน้อย มีกลิ่นไม้เล่าเรื่องละเอียดสำหรับกลิ่นของ Palo Santo (ไม้ศักดิ์สิทธิ์)

Palo Santo หรือ Bursera graveolens เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งประกอบไปด้วยหลายชั้นของกลิ่นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ดังนี้:

1. กลิ่นเย็น (Cooling Notes):

  • กลิ่นของ Palo Santo มีเอกลักษณ์ในด้านความเย็นและสดชื่น ซึ่งมักเปรียบเสมือนกับการสูดอากาศบริสุทธิ์ในป่าหลังฝนตก

  • ความเย็นนี้เกิดจากสารประกอบสำคัญอย่าง Limonene ซึ่งเป็นเทอร์พีนที่มีคุณสมบัติคล้ายกับกลิ่นซิตรัสและสมุนไพรเย็นๆ

  • กลิ่นเย็นนี้มักสร้างความรู้สึกสงบ เย็นสบาย และผ่อนคลาย จึงนิยมใช้ในการทำสมาธิและสร้างบรรยากาศในพิธีกรรม

2. กลิ่นหอมดิน (Earthy Notes):

  • Palo Santo มี กลิ่นหอมดิน ที่เด่นชัด เป็นกลิ่นของไม้เก่าและดินที่ชุ่มน้ำ

  • กลิ่นนี้สะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติและพลังของโลก (Grounding Effect)

  • ส่วนประกอบที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมดินนี้คือ Terpineol และ Caryophyllene ซึ่งพบมากในเปลือกและแก่นไม้

  • กลิ่นดินนี้มักให้ความรู้สึกถึงความมั่นคงและความสงบ เหมือนการเชื่อมโยงกับพลังของโลก

3. กลิ่นเรซินเข้มข้น (Resinous Notes):

  • Palo Santo มี กลิ่นเรซินที่เข้มข้นและซับซ้อน คล้ายกับ Frankincense และ Myrrh แต่มีความหวานละมุนมากกว่า

  • เรซินใน Palo Santo จะปล่อยสารประกอบ Guaiacol และ Elemol ซึ่งสร้างกลิ่นที่อบอุ่นและลึกล้ำ

  • กลิ่นนี้ช่วยเพิ่มมิติและสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการทำสมาธิและพิธีกรรม เนื่องจากมีพลังในการปลุกเร้าและเสริมสร้างพลังงานทางจิตวิญญาณ

4. กลิ่นส้มเล็กน้อย (Citrus Notes):

  • Palo Santo มี กลิ่นซิตรัสเล็กน้อย ที่มาจากสาร Limonene ซึ่งมีอยู่สูงถึง 60-70% ของน้ำมันหอมระเหยจากไม้ Palo Santo

  • กลิ่นซิตรัสนี้เป็นกลิ่นที่สดชื่นและสะอาด ช่วยกระตุ้นความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเพิ่มพลังบวก

  • กลิ่นส้มเล็กน้อยนี้ยังมีคุณสมบัติในการบำบัดอารมณ์ ช่วยลดความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจ

5. กลิ่นหวานเล็กน้อย (Sweet Notes):

  • Palo Santo มีกลิ่นหวาน ที่บางเบาและนุ่มนวล ไม่ได้หวานเท่ากับ Vanilla แต่เป็นความหวานที่ลึกและอบอุ่น

  • ความหวานนี้มาจากสารประกอบ Furanoids และ Benzyl Benzoate

  • กลิ่นหวานนี้ช่วยเสริมความอบอุ่นและความเป็นกันเอง เหมือนการโอบกอดในวันที่หนาวเย็น

6. กลิ่นไม้ (Woody Notes):

  • กลิ่นไม้ของ Palo Santo มีความ เข้มข้นและลึกซึ้ง ผสมผสานระหว่างกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นเปลือกไม้สด

  • สารประกอบที่มีบทบาทในกลิ่นไม้คือ α-Copaene, β-Caryophyllene และ Cedrol

  • กลิ่นไม้ของ Palo Santo ไม่เพียงให้ความรู้สึกสงบ แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศของการปกป้องและความมั่นคง

  • ในทางจิตวิญญาณ กลิ่นไม้ของ Palo Santo ถูกใช้ในการชำระล้างพลังงานลบและเสริมพลังให้กับพื้นที่

การผสมผสานของกลิ่น (Complex Aroma Profile):

  • ชั้นแรก: กลิ่นซิตรัสเย็นและสดชื่น (Limonene, α-Pinene)

  • ชั้นกลาง: กลิ่นดินและเรซิน (Guaiacol, Elemol)

  • ชั้นสุดท้าย: กลิ่นไม้หวานและอบอุ่น (Benzyl Benzoate, β-Caryophyllene)

เมื่อจุด Palo Santo หรือสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย กลิ่นจะค่อยๆ คลี่คลายไปทีละชั้น เริ่มจากความเย็นและซิตรัส ต่อด้วยกลิ่นเรซินที่อบอุ่น และจบลงด้วยกลิ่นไม้ที่นุ่มนวลและลึกซึ้ง


Aztec Sweet Herb (Lippia dulcis): สมุนไพรหวานจากธรรมชาติ

🌿 Aztec Sweet Herb (Lippia dulcis): สมุนไพรหวานจากธรรมชาติ

Aztec Sweet Herb (Lippia dulcis) เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์และมีถิ่นกำเนิดใน ตอนใต้ของเม็กซิโก, แคริบเบียน, อเมริกากลาง, โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา
ในภาษานาวา (Nahuatl) สมุนไพรชนิดนี้มีชื่อว่า “Tzopelic-xihuitl” และถูกใช้เป็นทั้งสารให้ความหวานจากธรรมชาติและสมุนไพรสำหรับรักษาโรค




รสหวานและสารประกอบสำคัญ

  • รสหวาน ของ Lippia dulcis มาจากสารประกอบในกลุ่มเซสควิเทอร์พีน (sesquiterpene) ที่ชื่อว่า Hernandulcin

  • Hernandulcin เป็นสารที่มีความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 1000 เท่า แต่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น

  • สามารถใช้ใบและยอดอ่อนในเมนู ผลไม้, ของหวาน หรือ ชาสมุนไพร เพื่อให้ได้รสหวานและกลิ่นหอมสมุนไพร


สรรพคุณทางยาและการใช้งาน

  1. รักษาอาการไอ:

    • ใช้ใบ Lippia dulcis ในการชงชาเพื่อบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ

    • สาร Eugenol ในใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

  2. บรรเทาอาการท้องเสีย:

    • สารสกัดเอทานอลจากใบ Lippia dulcis มีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของ Enterobacteria ซึ่งเป็นสาเหตุของท้องเสีย

  3. บรรเทาอาการปวดท้อง:

    • ชงชาจากใบสดหรือใบแห้งเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องและท้องอืด

    • สาร Eugenol ยังช่วยลดการอักเสบและลดแก๊สในกระเพาะอาหาร




ลักษณะพฤกษศาสตร์และการปลูก

  • ประเภท: พืชล้มลุกอายุหลายปี (Perennial Evergreen Herb)

  • ลักษณะการเจริญเติบโต: เป็นไม้เลื้อยคลุมดิน (low-growing/trailing plant)

  • ใบ: มีกลิ่นหอมคล้ายมิ้นต์และมีรสหวาน

  • ดอก: ดอกสีขาวเล็ก ๆ ออกในฤดูร้อน

  • การปลูก:

    • ปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร (part shade หรือ filtered sun)

    • ต้องการการรดน้ำสม่ำเสมอ

    • ควรหลีกเลี่ยงน้ำค้างแข็งและความหนาวเย็น

    • เหมาะสำหรับปลูกใน กระถาง หรือ สวนสมุนไพร


ดึงดูดแมลงผสมเกสร (Pollinators):

  • แม้ดอกจะมีขนาดเล็ก แต่ดอกของ Lippia dulcis อุดมไปด้วยน้ำหวาน (nectar)

  • ดึงดูดแมลงผสมเกสร เช่น ผึ้ง ผีเสื้อ และ แมลงผสมเกสรอื่น ๆ

  • การปลูก Aztec Sweet Herb จึงช่วยสร้างระบบนิเวศที่สมดุลในสวน

Aztec Sweet Herb (Lippia dulcis) เป็นพืชสมุนไพรที่มีรสหวานจากสาร Hernandulcin ซึ่งสามารถใช้เป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติและยังมีสรรพคุณทางยาหลายประการ เช่น บรรเทาอาการไอ ท้องเสีย และปวดท้อง พืชชนิดนี้ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว และยังเป็นพืชที่ช่วยดึงดูดแมลงผสมเกสรได้ดี 👍😊

ชา Phyla dulcis (Aztec Sweet Herb) — ประวัติศาสตร์ สรรพคุณ และการใช้งานจากอดีดโบราณของชนเผ่า Aztec..

Phyla dulcis (syn. Lippia dulcis) เป็นพืชล้มลุกยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกตอนใต้ แคริบเบียน (คิวบา ฮิสปานิโอลา และเปอร์โตริโก) อเมริกากลาง โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา พืชชนิดนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น Aztec sweet herb, bushy lippia, honeyherb, hierba dulce และ tzopelic-xihuitl (Nahuatl) นอกจากนี้ ยังมีการขายดอกตูมของพืชชนิดนี้ในชื่อ dushi หรือ dulce (แปลว่าหวานในภาษาปาเปียเมนโตและภาษาสเปนตามลำดับ)       

  🌿 ชา Phyla dulcis (Aztec Sweet Herb) — ประวัติศาสตร์ สรรพคุณ และการใช้งานจากอดีดโบราณของชนเผ่า Aztec  ......

1. ประวัติศาสตร์และการใช้สมุนไพรของชนเผ่าแอซเท็ก (Aztec Sweet Herb)

Phyla dulcis, หรือที่รู้จักในชื่อ Aztec Sweet Herb หรือ Mint Lippia, เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้มายาวนานโดย ชนเผ่าแอซเท็ก (Aztec) และชนพื้นเมืองในอเมริกากลาง เช่น มายัน (Maya) และ นาวา (Nahua)



📜 1.1 ประวัติศาสตร์การใช้:

  • Aztec Sweet Herb เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่ชาวแอซเท็กเรียกว่า “Tzonpelic xihuitl” (สมุนไพรหวาน)

  • ชาวแอซเท็กใช้พืชชนิดนี้ในการ ชงชาเพื่อรักษาอาการเจ็บคอและระคายคอ

  • มีการใช้ใบสดเพื่อ เคี้ยวแก้ไอและขับเสมหะ

  • นอกจากนั้น ยังใช้เป็น สมุนไพรในการทำพิธีกรรมและชงชาเพื่อบำบัดจิตใจ

  • ชาวมายันใช้ใบ Phyla dulcis เพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน โดยการ เคี้ยวใบสดเพื่อให้สาร Hernandulcin ออกฤทธิ์บรรเทาอาการปวด

📚 1.2 Francisco Hernández และการบันทึกครั้งแรก:

  • ในปี ค.ศ. 1570 - 1577, ฟรานซิสโก เอร์นันเดซ (Francisco Hernández) แพทย์ชาวสเปน ได้เดินทางมายังเม็กซิโกและได้บันทึกสมุนไพรชนิดนี้ไว้

  • เขาเรียกพืชชนิดนี้ว่า “Hierba dulce” หรือ “สมุนไพรหวาน”

  • Hernández บันทึกถึงการใช้พืชนี้ในการทำชารักษาโรค และความหวานจากใบที่มีรสชาติคล้าย มิ้นต์ (Mint) แต่หวานกว่าและเย็นกว่า

2. สรรพคุณและสารสำคัญในชา Phyla dulcis

Aztec Sweet Herb หรือ Phyla dulcis เป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์สำคัญที่ช่วยรักษาและบำบัดได้หลายอาการ:


🔬 2.1 สารสำคัญในใบ Phyla dulcis:

  1. Hernandulcin:

    • สารหวานที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 1000 เท่า

    • ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น

    • มีรสเย็นคล้ายเมนทอล (Menthol)

  2. Eugenol:

    • สารประกอบที่มีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

    • บรรเทาอาการปวดฟันและปวดกล้ามเนื้อ

  3. Terpenes (เช่น Limonene):

    • มีคุณสมบัติ ต้านอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ

    • ช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูระบบประสาท

3. สรรพคุณของชา Phyla dulcis (Aztec Sweet Herb Tea)

🍵 3.1 สรรพคุณหลัก:

  1. บรรเทาอาการเจ็บคอและไอ:

    • ชาช่วยเคลือบลำคอและลดการอักเสบ

    • สาร Eugenol มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดอาการระคายคอ

  2. ลดความเครียดและช่วยให้นอนหลับ:

    • กลิ่นและรสหวานเย็นจาก Hernandulcin ช่วยผ่อนคลายระบบประสาท

    • เหมาะสำหรับการดื่มก่อนนอนเพื่อคลายเครียด

  3. บรรเทาอาการปวดท้องและท้องอืด:

    • สาร Eugenol และ Limonene ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารและลดแก๊สในกระเพาะ

  4. ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน:

    • ชา Phyla dulcis อาจใช้เป็น น้ำยาบ้วนปาก หรือนำใบสดมาเคี้ยวเพื่อระงับปวดฟัน

  5. เพิ่มพลังงานและลดความกระหาย:

    • สารหวานจาก Hernandulcin ช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายโดยไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด

4. วิธีการชงชา Phyla dulcis (Aztec Sweet Herb Tea)

ส่วนผสม:

  • ใบสดหรือใบแห้ง Phyla dulcis 5-6 ใบ

  • น้ำร้อน 250 มิลลิลิตร

  • มะนาวฝานบาง ๆ (เพิ่มกลิ่นและรส)

  • น้ำผึ้งหรือน้ำตาล (ไม่จำเป็น เพราะใบมีรสหวานอยู่แล้ว)



วิธีชง:

  1. ต้มน้ำให้เดือดแล้วปิดไฟ

  2. ใส่ใบ Phyla dulcis ลงไปแช่ในน้ำร้อน

  3. ปิดฝาและทิ้งไว้ 5-7 นาที เพื่อให้สารสกัดออกมา

  4. กรองเอาใบออก

  5. เติมมะนาวฝานหรือหยดน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ (ไม่จำเป็น)

  6. ดื่มขณะอุ่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการ

5. คำเตือนและข้อควรระวัง:

  • ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ถ้วย เนื่องจาก Hernandulcin มีฤทธิ์เย็นและอาจทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายเกินไป

  • หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีปัญหาตับควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากยังไม่มีการวิจัยเพียงพอเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาว

  • การใช้ใบสดควรล้างให้สะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนของสารเคมีและสิ่งสกปรก



สรุป:

  • Phyla dulcis (Aztec Sweet Herb) เป็นพืชสมุนไพรหวานที่มีประวัติการใช้ในชนเผ่าแอซเท็กและมายันมายาวนาน

  • มีสาร Hernandulcin ที่หวานกว่าน้ำตาลถึง 1000 เท่า และมีฤทธิ์เย็นคล้ายเมนทอล

  • สรรพคุณของชาจากใบ Phyla dulcis ได้แก่ บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ปวดฟัน ท้องอืด และช่วย ผ่อนคลายระบบประสาท

  • Phyla dulcis จึงเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรและ Functional Tea ในตลาดสมุนไพรปัจจุบัน


วิธีการปลูกและขยายพันธุ์ มิ้นต์หวานแอซเท็ก Phyla dulcis (syn. Lippia dulcis)หรือ Aztec sweet herb

Phyla dulcis (syn. Lippia dulcis) เป็นพืชล้มลุกยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกตอนใต้ แคริบเบียน (คิวบา ฮิสปานิโอลา และเปอร์โตริโก) อเมริกากลาง โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา พืชชนิดนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น Aztec sweet herb, bushy lippia, honeyherb, hierba dulce และ tzopelic-xihuitl (Nahuatl) นอกจากนี้ ยังมีการขายดอกตูมของพืชชนิดนี้ในชื่อ dushi หรือ dulce (แปลว่าหวานในภาษาปาเปียเมนโตและภาษาสเปนตามลำดับ)                



  ✅ 1. ชื่อ “Dulcis”รากศัพท์:มาจากภาษาละตินคำว่า “dulcis” (ดูลซิส)แปลว่า “หวาน” หรือ “หวานหอม”เป็นคำที่ใช้สื่อถึงความหวานจากธรรมชาติและกลิ่นหอมหวานที่เกิดขึ้นจากใบและดอกเชื่อมโยงกับพืช:ในกรณีของ Phyla dulcis คำว่า “dulcis” ใช้เพื่อบ่งบอกถึงลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้ คือการมีรสหวานที่มาจากสาร Hernandulcin ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 1000 เท่า

2. ชื่อ “Dushi”

รากศัพท์และการใช้ในวัฒนธรรม:

คำว่า “Dushi” มักใช้ใน ภาษาปาเปียเมนโต (Papiamento) ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ในเกาะแคริบเบียน เช่น Aruba, Curaçao, และ Bonaire
“Dushi” มีความหมายว่า หวาน, น่ารัก, สวยงาม, หรือเป็นที่รักความหมายทางวัฒนธรรม:

ในบริบทของเกาะแคริบเบียน “Dushi” ใช้เพื่อบรรยายสิ่งที่มีคุณภาพดี, รสชาติหวาน, หรือคนที่น่ารัก เช่น

อาหารอร่อย – “E ta dushi!” (มันอร่อยมาก!)
คนที่รัก – “Mi dushi” (ที่รักของฉัน)
ความสัมพันธ์กับ Phyla dulcis:

ทำไมชื่อ “dulcis” จึงเหมาะสม?

เพราะพืชชนิดนี้มีรสชาติหวานจัดและกลิ่นหอมหวานเป็นเอกลักษณ์                                                         ทำไม “dushi” จึงเชื่อมโยงได้?แม้จะไม่ใช่ชื่อวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่สามารถเชื่อมโยงได้ในบริบทของพืชที่มีรสหวานหอมคล้ายขนมหรือของหวานที่น่ารัก น่าชิม                                                                        ✅ สรุป:
“Dulcis” ในชื่อวิทยาศาสตร์ Phyla dulcis หมายถึง “หวาน” หรือ “หอมหวาน” จากภาษาละติน


การใช้งาน
พืชชนิดนี้เคยใช้เป็นสารให้ความหวานตามธรรมชาติและสมุนไพรทางการแพทย์ในเม็กซิโกซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดและบางส่วนของอเมริกากลาง ชาวแอซเท็กใช้พืชชนิดนี้และนำเข้ามาสู่ชาวสเปนเมื่อพวกเขามาถึงรสหวานเกิดจากสารประกอบเซสควิเทอร์ปีนที่เรียกว่าเฮอร์นันดูลซิน  (sesquiterpene compound called Hernandulcin )ซึ่งค้นพบในปี พ.ศ. 2528 และตั้งชื่อตามฟรานซิสโก เอร์นันเดซ แพทย์ชาวสเปนคแรกที่บรรยายถึงพืชชนิดนี้ในศตวรรษที่ 16 การใช้ฟิลา ดูลซิส( 
Phyla dulcis) ยังไม่แพร่หลายเพราะยังมีสารประกอบรสขมในระดับสูง โดยเฉพาะการบูร (Camphor )นอกจากจะมีรสหวานแล้ว ยังมีรสมิ้นต์เล็กน้อยที่ติดค้างอยู่ในคอเนื่องจากมีการบูรและลิโมนีนอยู่ด้วย สารประกอบเหล่านี้ยังทำให้มีรสขมเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดีหากคุณต้องการทานอาหารที่ไม่ใช่แค่หวานเพียงอย่างเดียว




พืชชนิดนี้มีใบรูปหอกสีเขียวเข้ม ม่วงเขียว หรือแดงอมเขียว ขอบหยัก และจะออกดอกสีขาวขนาดเล็กคล้ายโคลเวอร์เป็นช่อในฤดูใบไม้ผลิ
ดอกไม้กระเทยที่ได้รับการผสมเกสรโดยแมลงเหล่านี้สามารถอยู่ได้นานหลายเดือน สามารถรับประทานได้พร้อมกับใบและเมล็ด
แม้ว่าจะดูคล้ายสะระแหน่เล็กน้อยและออกหน่อเหมือนสะระแหน่ แต่ทั้งสองชนิดไม่เกี่ยวข้องเป็นญาติกันเลย
พืชชนิดนี้อยู่ในวงศ์ Verbenaceae และมีความเกี่ยวข้องกับเลมอนเวอร์บีน่า (Aloysia triphylla) และเวอร์บีน่า (Verbena spp.)
ดอกของมิ้นหวาน


การเพาะปลูกและประวัติศาสตร์ ดังที่ชื่อสามัญของพืชชนิดนี้บ่งบอก ชาวแอซเท็กในอเมริกากลางใช้พืชชนิดนี้เป็นทั้งอาหารและยา 
บันทึกสมัยใหม่ระบุว่าสมุนไพรชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในช่วงปลายทศวรรษปี 1800 ในเม็กซิโก เป็นยาเชิงพาณิชย์เพื่อรักษาอาการไอและหลอดลมอักเสบ
ในเม็กซิโกยังคงใช้สมุนไพรชนิดนี้ในทางการแพทย์ แต่ประโยชน์ต่อสุขภาพที่อ้างว่ามีนั้นได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมไปถึงการใช้งานที่หลากหลาย เช่น ยาทำแท้งและรักษาโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่ชาวเม็กซิกันใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นอาหาร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโดยทั่วไปแล้ว น้ำตาลทรายขาวมีรสหวานเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณไม่เคยกินน้ำตาลทรายขาวมาก่อนและกัดสมุนไพรที่หวานกว่านั้น 1,000 เท่า ประสบการณ์นั้นคงไม่น่าพอใจนัก นอกจากนี้ยังมีรสขมเล็กน้อยที่หลายคนไม่สามารถทนได้ นักวิจัยพยายามหาวิธีใช้พืชชนิดนี้เป็นสารให้ความหวานในลักษณะเดียวกับสตีเวีย แต่พวกเขาไม่สามารถหาทางขจัดรสขมและพิษที่อาจเกิดขึ้นจากการบูรได้
การขยายพันธุ์หญ้าหวานแอซเท็ก
มีหลายวิธีที่จะทำให้ลิปเปียเม็กซิกันมีจำนวนมากขึ้น ตั้งแต่การหว่านเมล็ดไปจนถึงการปักชำ เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก
สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ การเริ่มปลูกด้วยเมล็ดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้น เพราะสามารถหาเมล็ดพันธุ์ได้ทางออนไลน์ แต่คุณจะมีตัวเลือกอื่นๆ อีกมากมายหากคุณมีต้นไม้
ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีใด เมื่อได้ต้นมิ้นมาเเล้วควรวางปลูกต้นไม้ห่างกันประมาณหนึ่งฟุต เพราะเมื่อโตต้นไม้จะแผ่ขยายและเชื่อมต่อกันเองได้ 
เมื่อคุณเปิดซองเมล็ดพันธุ์แล้ว อย่าจามหรือเข้าใกล้หน้าต่างมากเกินไป อย่ากระพริบตาแรงเกินไป! 5555 เมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็กมาก และสามารถปลิวไปกับสายลมเพียงเบาๆ
โรยเมล็ดบนพื้นผิวของวัสดุเพาะเมล็ดหรือวัสดุปลูก แล้วกดเบาๆ ให้เข้าที่ด้วยมือแห้ง เมล็ดต้องการแสงในการงอก ดังนั้นอย่าฝังไว้
วางถาดเพาะเมล็ดบนแผ่นทำความร้อน ควรให้ดินมีอุณหภูมิมากกว่า 70°F เพื่อให้เมล็ดงอก
เมล็ดควรงอกภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ดังนั้น เมล็ดบางเมล็ดอาจงอกในอีกไม่กี่สัปดาห์ และเมล็ดอื่นๆ จะงอกในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา แยกต้นกล้าให้ห่างกันประมาณ 6 นิ้ว

ใบมิ้นสำหรับทำชา


จากการตัดปักชำ
พวกเราส่วนใหญ่ไม่มีพืชป่าหรือเพื่อนที่ปลูกสมุนไพรชนิดนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณมี คุณสามารถตัดกิ่งปักชำได้ มองหาลำต้นที่แข็งแรงและมีใบที่แข็งแรงจำนวนมาก ตัดส่วนยาว 6 นิ้วเหนือใบคู่หนึ่ง ตัดใบทั้งหมดออก ยกเว้นใว้สองใบบนนะครับ
เสียบลำต้นที่ตัดแล้วลงในถ้วยน้ำโดยให้จมอยู่ใต้น้ำประมาณครึ่งหนึ่ง ให้ตัดกิ่งที่ได้รับแสงแดดโดยตรงในตอนเช้าและแสงแดดที่ส่องไม่ถึงตลอดทั้งวัน เปลี่ยนน้ำทุกๆ สองสามวันเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
เมื่อคุณเห็นว่ารากกำลังเจริญเติบโตจำนวนมาก ให้ย้ายปลูกเหมือนกับตอนที่คุณย้ายต้นกล้าเลย
การจัดการศัตรูพืชและโรค
พืชตระกูลฮันนี่เฮิร์บมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นศัตรูพืชมากกว่าที่จะถูกแมลงศัตรูพืชโจมตี โรคพืชก็พบได้น้อย แต่ปัญหาเชื้อราก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
มาเริ่มกันที่แมลงชนิดหนึ่งที่คุณจะต้องคอยระวังก่อน…



เพลี้ยอ่อน
ศัตรูพืชส่วนใหญ่มักไม่ใช่ปัญหาสำหรับลิปเปีย แต่เพลี้ยอ่อนจะต้องชอบกินของหวาน เพราะพวกมันจะกินพืชชนิดนี้หากเจอในสวน เพลี้ยอ่อนดูเหมือนจะไม่ใช่ของว่างที่พวกมันชอบ แต่พวกมันก็จะไม่ข้ามมันไปเลย แม้ว่าเพลี้ยอ่อนจะมา แต่โชคดีที่เพลี้ยอ่อนไม่สร้างความเสียหายมากนัก เพลี้ยอ่อนจะใช้ปากดูดน้ำเลี้ยงจากใบและลำต้น ทำให้ใบมีจุดสีเหลือง หากคุณพบเพลี้ยอ่อน ก็ควบคุมได้ง่าย เพียงแค่ฉีดน้ำให้ทั่วต้นไม้หรือพ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้เพลี้ยอ่อนหลุดออก ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง เพลี้ยอ่อนน่าจะไปหาทุ่งหญ้าที่เขียวขจีกว่า
การเก็บเกี่ยว
ต้นไม้จะโตเต็มที่ในเวลาประมาณสี่เดือน เมื่อถึงจุดนั้น คุณสามารถเก็บเกี่ยวใบได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
เด็ดใบออกหรือใช้กรรไกรตัด หรือจะเด็ดก้านออกทั้งก้านก็ได้ หากต้องการ
การถนอมอาหาร
คุณสามารถตากใบและดอกให้แห้งได้ โดยแขวนเป็นช่อเล็กๆ หรือตากในเครื่องอบแห้ง
สูตรอาหารและไอเดียการทำอาหาร
จำไว้ว่ายิ่งน้อยยิ่งดีสำหรับพืชชนิดนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้อย่างไรก็ตาม อย่าใช้ใบหรือดอกไม้มากกว่าสองสามดอกในแต่ละครั้ง ใส่ใบหรือดอกไม้หนึ่งหรือสองดอกลงในชาที่คุณชอบเพื่อเพิ่มความหวานเล็กน้อย
ฉันเคยได้ยินมาว่าคนส่วนใหญ่ชอบสับใบและใส่ลงในสลัดผัก แต่ส่วนตัวแล้วฉันไม่รู้สึกว่ามันน่าดึงดูดเลย กลิ่นไม้และเมนทอลของการบูรไม่เข้ากันกับสลัดและน้ำสลัดส่วนใหญ่ในความคิดของฉัน
อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่าการบูรสับแล้วโรยบนสลัดแตงโม พายเบอร์รี่ หรือไอศกรีมนั้นยอดเยี่ยมมาก
ลองนึกภาพว่าใช้มิ้นลิปเปียเพียงเล็กน้อยจะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับสลัดผลไม้โยเกิร์ตพาร์เฟ่ต์ได้อย่างไร 
ความหวานมากมายของ  Honey herb ไม่เหมือนใคร ปลูกง่าย มีปริมาณมาก ไม่มีปัญหาใดๆ และมีความหวานมากจนหวานกว่าสตีเวียอย่างน้อย 2 เท่า พืชชนิดนี้จึงถือเป็นจุดเด่นในสวนที่ไม่เหมือนใคร
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือมันเติบโตงอกงามมากเกินไปจนคุณอาจพบว่ามันยากที่จะใช้ให้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณไม่สามารถกินมากเกินไปในมื้อเดียว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงใช่หรือไม่? คุณตั้งใจจะใช้ผลผลิตของคุณอย่างไร? ให้รายละเอียดกับเราในส่วนความคิดเห็นด้านล่าง
อ้างอิง
  1. a b "Lippia dulcis"Germplasm Resources Information NetworkAgricultural Research ServiceUnited States Department of Agriculture. Retrieved 2010-01-22.
  2. ^ Vandaveer, C. What is the Aztec sweet herb? Archived 2008-05-17 at the Wayback Machine killerplants.com
  3. ^ Attiaa M, Kimb SU, Ro DK (2012). "Molecular cloning and characterization of (+)-epi-α-bisabolol synthase, catalyzing the first step in the biosynthesis of the natural sweetener, hernandulcin, in Lippia dulcis"Archives of Biochemistry and Biophysics527 (1): 37–44. doi:10.1016/j.abb.2012.07.010PMID 22867794.
  4. ^ Hurd, Matthew (2016). Biochemical Studies of Terpenoid Metabolism in Aztec Sweet Herb (MSc). University of Calgary. doi:10.11575/PRISM/25122.



คู่มือทางการเเพทย์ De Materia Medica: ตำราโบราณที่เปลี่ยนแปลงโลก

นี่เป็นความลึกลับและความสุขที่ยิ่งใหญ่ในการอ่านตำราโบราณที่ยังคงสามารถตอบสนองความอยากรู้ของเราเกี่ยวกับประสบการณ์ของมนุษย์ได้ งานเขียนเกี่ยวกับสมุนไพรก็ไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากงานเขียนเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจว่าบรรพบุรุษของเราใช้ชีวิต เอาตัวรอด และโต้ตอบกับโลกธรรมชาติรอบตัวพวกเขาอย่างไร De Materia Medica ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่า "เกี่ยวกับวัสดุทางการแพทย์" เป็นตำราที่หลงเหลือมาจากศตวรรษแรกที่เขียนโดย Pedanius Dioscorides (ราว ค.ศ. 40-90) นักพฤกษศาสตร์การแพทย์ชาวกรีกและแพทย์ที่เคยประจำการในกองทัพโรมัน ต้นฉบับ 5 เล่มของเขาบรรยายถึงพืชประมาณ 600 ชนิดสำหรับยาแผนโบราณมากกว่า 1,000 ชนิด หลายศตวรรษหลังจากที่เขียนขึ้น การอ้างอิงเกี่ยวกับสมุนไพรอันโด่งดังของ Dioscorides ก็กลายมาเป็นพื้นฐานของตำรายาของยุโรปและตะวันตก

Dioscorides นั่งอยู่บริเวณด้านซ้ายล่างของภาพวาดนี้ เขากำลังตรวจดูดอกไม้ในขณะที่จดบันทึก (“Medicine in the Middle Ages” (1906) โดย Veloso Salgado) โรงเรียนแพทย์ NOVA สาธารณสมบัติ

เผยแพร่ความรู้เรื่องสมุนไพร

ในฐานะศัลยแพทย์ทหาร Dioscorides เดินทางทั่วโลกโบราณและสังเกต รวบรวม และประยุกต์ใช้พืชหลายร้อยชนิดในการแพทย์ของเขา เนื่องจากเขาอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคจากหลายภูมิภาค Dioscorides จึงกลายเป็นแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหลายๆ คนได้ ตำราเรียนของเขาซึ่งเดิมเขียนด้วยภาษากรีกโบราณโดยใช้ชื่อว่า Περὶ ὕλης ἰατρικῆς ได้รับการแปลเป็นภาษาละติน อาหรับ อิตาลี เยอรมัน สเปน และฝรั่งเศส โดยส่วนใหญ่มักจะแปลโดยพระสงฆ์ เนื่องจากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในทวีปยุโรปและแอฟริกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ข้อมูลเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและวิธีการรักษาต่างๆ ได้รับการบันทึกและเผยแพร่ได้ง่ายขึ้นในวัฒนธรรมและภาษาต่างๆ De Materia Medica ของเขาซึ่งคัดลอกและแก้ไขด้วยมือนับไม่ถ้วนครั้ง จะได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางโดยแพทย์และนักสมุนไพรเป็นเวลา 1,500 ปีถัดมา
ต้นฉบับดั้งเดิมเขียนขึ้นเมื่อเกือบสองพันปีก่อนและไม่เคยพบเลย อย่างไรก็ตาม สำเนาที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จัก มีชื่อว่า “Vienna Dioscorides” หรือ Codex Vindobonensis Medicus Graecus 1 (ประมาณ ค.ศ. 512) ปัจจุบันอยู่ในหอสมุดแห่งชาติออสเตรียในกรุงเวียนนา สำเนาที่สั่งทำพิเศษนี้ เขียนด้วยภาษากรีกดั้งเดิมและตกแต่งด้วยภาพประกอบที่วาดด้วยมืออย่างสวยงาม ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญสำหรับเจ้าหญิงจูเลียนา อานิเซียแห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะที่มีชื่อเสียง ต้นฉบับซึ่งเป็น “ผลงานชิ้นเอกแห่งศิลปะหนังสือ” ได้รับการขึ้นทะเบียนกับโครงการความทรงจำแห่งโลกที่จัดตั้งโดย UNESCO ซึ่งบรรยายหนังสือเล่มนี้ว่าเป็น “แหล่งผลิตยาที่สำคัญที่สุดของโลกยุคโบราณ” (UNESCO Memory of the World, n.d.)

Illustration of coral from the Vienna Dioscurides (Public Domain).

สำเนาที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถพบได้ในห้องสมุดแห่งชาติของกรีซ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ รวมถึงในอารามศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาอาธอส ประเทศกรีซ และห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกนในนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งได้มาจากการประมูลในช่วงทศวรรษปี 1920 นอกจากนี้ยังพบหน้าเดี่ยวของต้นฉบับในพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ซึ่งหลายแห่งได้รับการแปลงเป็นดิจิทัลและเปิดให้เข้าชมทางออนไลน์ รวมถึงในสถาบันสมิธโซเนียน พิพิธภัณฑ์ฮาร์วาร์ด พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน และพิพิธภัณฑ์ศิลปะวอลเตอร์ส เป็นต้น

สำหรับผู้อ่านที่ใช้ภาษาอังกฤษ การแปลจากภาษากรีกต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกและครั้งเดียวถือว่าน่าประหลาดใจที่แปลเสร็จในปี 1655 สำเนานี้ประกอบด้วยหน้ามากกว่า 4,000 หน้า และจอห์น กูดเยอร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียง ใช้เวลาประมาณ 3 ปีจึงจะแปลเสร็จ ซึ่งในระหว่างนั้น เขาได้ตรวจสอบต้นฉบับอย่างน้อย 18 ฉบับ ฉบับแก้ไขของการแปลภาษาอังกฤษในยุคกลางของกูดเยอร์เสร็จสมบูรณ์หลายศตวรรษต่อมาในปี 1933 โดย R.T. Gunther ผู้ก่อตั้ง Oxford Museum of the History of Science (Magdalen College at University of Oxford, 2014) ล่าสุด Tess Anne Osbaldeston และ R.P. Wood ได้แปลภาษาอังกฤษสมัยใหม่จากฉบับของ Goodyer เสร็จในปี 2000 โดยพวกเขาได้สร้างข้อความ 1,000 หน้าพร้อมรูปภาพที่สดใสซึ่งยืมมาจากฉบับศตวรรษที่ 16 ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี (Cilliers & Retief, 2001) ในที่สุดสิ่งพิมพ์ล่าสุดนี้จะทำให้ผู้อ่านภาษาอังกฤษสมัยใหม่สามารถเข้าถึงและชื่นชมความกว้างขวางและความลึกของผลงานอันโดดเด่นของ Dioscorides ได้อย่างเต็มที่

แฟ้มจาก De Materia Medica ของ Dioscorides – สีน้ำบนกระดาษจากศตวรรษที่ 13 (พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน – สาธารณสมบัติ)

ความอุดมสมบูรณ์ของ De Materia Medica
สิ่งที่ทำให้ De Materia Medica มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ก็คือการที่แพทย์และนักสมุนไพรอ้างอิงถึงมันอย่างมากมายตลอดหลายศตวรรษและในหลายภาษา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตำราแพทย์โบราณจากตำราจีน อายุรเวช และอาหรับก็มีส่วนสนับสนุนความรู้อันล้ำค่าเช่นกัน สำหรับสมุนไพรตะวันตกและยุโรปโดยเฉพาะ De Materia Medica ช่วยให้แพทย์มีความรู้เกี่ยวกับยาจากธรรมชาติและยกระดับความสำคัญของการใช้พืชพื้นเมืองของยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียนในการรักษา ทั้งความรู้และพืชสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคย

Dioscorides ได้บันทึกทุกสิ่งที่เขาเรียนรู้เกี่ยวกับพืช สัตว์ และแร่ธาตุจากการเดินทางของเขา เพื่อจัดระเบียบข้อมูลของเขา เขาแบ่งหนังสือของเขาออกเป็นห้าส่วน:

เล่มที่ 1: สารอะโรมาติก
เล่มที่ 2: สัตว์สู่สมุนไพร
เล่มที่ 3: ราก เมล็ด และสมุนไพร
เล่มที่ 4: รากและสมุนไพร
เล่มที่ 5: เถาวัลย์ ไวน์ และแร่ธาตุ

Yarrow, foxglove, and primrose pictured in De Materia Medica. (Credit: Wellcome Library, London. Wellcome Images images@wellcome.ac.uk http://wellcomeimages.org.)

แต่ละหัวข้อมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับสถานที่ปลูกสมุนไพร วิธีและประโยชน์ที่ควรใช้สมุนไพรเหล่านี้ รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อสรุปเกี่ยวกับชีวิตในสมัยโบราณ ตั้งแต่ยาที่ใช้แมนเดรกและแฮลเลโบร์ ไปจนถึงสมุนไพรที่ “มีฤทธิ์ต่อสิ่งที่ทำให้ลูกตาดำ” (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 319) สมุนไพรบางชนิดควรค่าแก่การกล่าวถึงเฉพาะการใช้งานเฉพาะ (เช่น มูลวัว!) และบางชนิดยังคงสามารถนำไปใช้ในตำรายาตะวันตกได้ ตัวอย่างข้อมูลจาก De Materia Medica จำนวน 1,000 หน้าที่แปลโดย Osbaldeston and Wood ได้แก่:

Celandine (ภาษากรีก: Chelidonion mikron, ภาษาละติน: Chelidonia minor) “เติบโตรอบๆ น้ำและบริเวณที่มีหนองน้ำ มีลักษณะแหลมคมเหมือนดอกไม้ทะเล มีแผลที่ผิวหนังด้านนอก” วิธีแก้ไขที่แนะนำ ได้แก่ การคั้นน้ำจากรากและใส่ "ในรูจมูกด้วยน้ำผึ้งเพื่อขับสารพิษออกจากศีรษะ ในทำนองเดียวกัน การต้มจากรากแล้วกลั้วคอด้วยน้ำผึ้งจะช่วยขับสารพิษออกจากศีรษะและขับสารพิษออกจากทรวงอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ" (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 355)

Fresh cow dung (กรีก: Apopatos) เมื่อห่อด้วยใบไม้และอุ่นเหนือขี้เถ้าที่ร้อน "ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล" และ "ใช้เป็นประคบอุ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง" เมื่อ "ทาด้วยน้ำส้มสายชู จะช่วยละลายความแข็ง [คอพอก] และการอักเสบของกระดูก" (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 222)

Garlic (กรีก: Skorodon) มีประโยชน์หลายอย่าง "ใช้ถูเพื่อแก้ผมร่วง แต่ต้องใช้กับขี้ผึ้งจากนาร์ด" นอกจากนี้ยังสามารถนำมาผสมกับเกลือและน้ำมันเพื่อรักษาสิวที่ขึ้นได้อีกด้วย (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, p. 319)

Gentian ซึ่งเป็น “วัตถุดิบจากพืชที่มีรสขมที่สุดที่รู้จัก” ได้รับการตั้งชื่อตามเจนเชียส กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิลิเรีย ซึ่งตามคำบอกเล่าของไดออสโคไรดีส เขาเป็นคนแรกที่ค้นพบวัตถุดิบชนิดนี้ “น้ำคั้นจากต้น 1 ช้อนชา มีประโยชน์ต่ออาการผิดปกติของด้านข้าง ตกจากที่สูง ไส้เลื่อน และอาการชัก นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคตับและโรคกระเพาะได้อีกด้วย หากดื่มเป็นเครื่องดื่ม ราก โดยเฉพาะน้ำคั้นที่นำมาเหน็บ เป็นยาทำแท้ง โดยคั้นน้ำคั้นโดยการทุบแล้วแช่ในน้ำเป็นเวลา 5 วัน จากนั้นจึงต้มในน้ำจนรากโผล่ขึ้นมาด้านบน เมื่อน้ำเย็นแล้ว จะต้องกรองผ่านผ้าลินิน ต้มจนมีลักษณะเหนียวข้นเหมือนน้ำผึ้ง แล้วเก็บไว้ในโถเซรามิก” (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 367)

Hyssop (ภาษากรีก: Ussopos, ภาษาละติน: Hyssopus hortensis หรือ Hyssopus officinalis หรือ Origanum syriacum) “ต้มกับมะกอก น้ำ น้ำผึ้ง และผักชีฝรั่ง แล้วดื่ม ช่วยรักษาโรคปอดบวม หอบหืด ไอภายใน เมือก และหายใจลำบาก [โรคหอบหืดประเภทหนึ่ง] และฆ่าพยาธิ” (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 399)

Licorice(ภาษากรีก: Glukoriza แปลว่า “รากหวาน” ภาษาละติน: Glycyrrhiza) ช่วย “อาการแสบร้อนในกระเพาะอาหาร อาการผิดปกติที่หน้าอกและตับ โรคผิวหนังจากปรสิต และอาการผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะหรือไต รับประทานพร้อมเครื่องดื่ม Passum [ไวน์ลูกเกด] แล้วละลายในปากจะช่วยดับกระหาย ถูแล้วสมานแผล และเคี้ยวแล้วดีต่อกระเพาะอาหาร” (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 371)

Wormwood (ภาษากรีก: Apsinthion, ภาษาละติน: Absinthium vulgare หรือ Seriphium absinthium หรือ Artemisia absinthium) ซึ่งถูกห้ามใช้ในสหรัฐฯ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นยาเสพย์ติดจนถึงปี 2007 เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณ โดยชนิดที่ดีที่สุดเติบโตในปอนทัสและบนภูเขาทอรัสในคัปปาโดเกีย (ทางตอนใต้ของตุรกีในปัจจุบัน) “สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์อุ่น ฝาดสมาน และช่วยย่อยอาหาร และช่วยขับน้ำดีที่ค้างอยู่ในกระเพาะและลำไส้” (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 392)

จนถึงทุกวันนี้ ยังมีสมุนไพรจากโลกยุคโบราณที่เรายังไม่ระบุชนิดได้ เช่น Acanthium (ภาษากรีก: Akanthion) ซึ่งมีใยอ่อนๆ อยู่ที่ปลายคล้ายไหม ซึ่งรวบรวมมาปั่นเป็นเส้นใย ใบและรากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยบรรเทาอาการคอแข็ง (Dioscorides, Osbaldeston, & Wood, 2000, หน้า 384)


ในการปิดท้าย
โชคดีที่มีหน้าต่างๆ มากมายของ De Materia Medica ให้อ่าน ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการใช้สมุนไพรของเราเอง นอกจากนี้ บันทึกเหล่านี้ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจและครอบคลุม ไม่เพียงแต่สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่สนใจการใช้พืชตามประเพณีและพื้นบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักพฤกษศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และผู้ที่บรรพบุรุษของพวกเขานำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในประเพณีของครอบครัวอีกด้วย ความงดงามของเอกสารเหล่านี้คือ หน้าต่างๆ และความเป็นไปได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด



REFERENCES

Cilliers, L., & Retief, F. (2001). Reviewed work: Dioscorides De Materia Medica by Tessa A. Osbaldeston, R.P. Wood. Acta Classica, 44, 253-257. 

Dioscorides, P., Osbaldeston, T. A., & Wood, R. P. (2000). De materia medica: Being an herbal with many other medicinal materials: written in Greek in the first century of the common era: a new indexed version in modern English. Johannesburg: IBIDIS.

Magdalen College at University of Oxford. (2014). The John Goodyer collection of botanical books. [Online article]. Retrieved from https://www.magd.ox.ac.uk/libraries-and-archives/illuminating-magdalen/news/john-goodyer/

UNESCO Memory of the World. (n.d.). Vienna Dioscorides [Online Database]. Retrieved from http://www.unesco.org/new/en/communication-and-information/memory-of-the-world/register/full-list-of-registered-heritage/registered-heritage-page-9/vienna-dioscurides/

mimosa hostilis เป็นสมุนไพรพืชโบราณแห่งอารยธรรมมายา "หรืออีกซื่อหนึ่ง มิโมซ่า เทนุยฟลอร่า (Mimosa Tenuiflora)"

คนที่ไม่รู้ : ปลูกทำไมต้นไมยราบ 

ส่วนคนที่รู้ : มันคือต้น (mimosa hostilis)เป็นสมุนไพรพืชโบราณแห่งอารยธรรมมายา "หรืออีกซื่อหนึ่ง มิโมซ่า เทนุยฟลอร่า (Mimosa Tenuiflora)" สมุนไพรบำรุงผิวของชาวมายัน และต้นกำเนิดของสารไซคีเดลิกในตำนานอย่าง DMT

นานแล้วที่ไม่ได้เข้าป่าเข้าดงไปตามหาพืชสมุนไพรเพื่อนำข้อมูลมาให้ทุกท่านได้อ่านกันแบบสนุกๆ ปนสาระบ้างเล็กน้อย ใครล่ะจะรู้ไปว่าพืชที่มีหน้าตาคล้ายกับผักกระเฉดในบ้านเรา หรือบางทีก็ดูคล้ายกับต้นไมยราบจะกลายมาเป็นพืชสมุนไพรอันดับต้นๆที่ถูกนำมาสกัดเป็นสารไซคีเดลิกอันทรงพลังอย่าง DMT ที่นำไปสู่การเข้าถึงพลังงานบางอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติตามความเชื่อของชาวมายันเมื่อครั้นในอดีตที่ผ่านมา วันนี้จึงขอนำเสนอพืชที่มีชื่อว่า "Mimosa tenuiflora" สมุนไพรยุคโบราณที่หลงเหลือมาจากอารยธรรมมายา

มิโมซ่า เทนุยฟลอร่า (Mimosa tenuiflora) หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ "Mimosa hostilis" ในบางครั้งเราอาจจะได้ยินมันอีกหลายๆชื่อ อาทิเช่น jurema preta สำหรับในประเทศบราซิลจะเรียกว่า calumbi และในประเทศเม็กซิโกก็มีชื่อเรียกอีกหลากหลาย ทั้ง tepezcohuite carbonal cabrera jurema black jurema และ binho de jurema ตามลำดับ ลักษณะพืชดังกล่าวเป็นไม้ล้มลุกหลายปีลักษณะไม้พุ่มมักจะพบได้ตามแถบพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ตั้งแต่เมื่อง Paraíba เมือง Rio Grande do Norte เมือง Ceará เมือง Pernambuco และ เมือง Bahia โดยพบได้มากทางตอนเหนือถึงตอนใต้ของเม็กซิโก ตั้งแต่เมือง Oaxaca และชายฝั่ง Chiapas ไปจนถึงตามประเทศต่างๆ ดังต่อไปนี้: เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) ฮอนดูรัส (Honduras) ปานามา (Panama) โคลอมเบีย (Colombia) และเวเนซุเอลา (Venezuela) ส่วนมากจะพบในบริเวณชั้นบรรยากาศโลกระดับต่ำ (low altitudes) อาจจะพบได้สูงจนถึงระยะ 1,000 เมตร (3,300 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล
—————————————————
รายละเอียดสำหรับพืชชนิดนี้

ลักษณะกิ่งก้านมีความคล้ายกับเฟิร์น และมีใบคล้ายผักกระเฉด ส่วนปลายแหลมยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร (2.0 นิ้ว) ใบแต่ละใบประกอบด้วยแผ่นพับที่มีสีเขียวสว่างจำนวน 15 ถึง 33 คู่ ยาวประมาณ 5 ถึง 6 มิลลิเมตร (0.20 ถึง 0.24 นิ้ว) ลำต้นสามารถเติบโตได้สูงถึง 8 เมตร (26 ฟุต) และสามารถสูงไปได้อีก 4 ถึง 5 เมตร (13 ถึง 16 ฟุต) ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี โดยมีดอกสีขาวที่มีกลิ่นหอม ซึ่งดอกมีลักษณะเป็นทรงกระบอกแหลมแบบหลวมๆ ยาว 4 ถึง 8 เซนติเมตร (1.6 ถึง 3.1 นิ้ว) ในฝั่งซีกโลกเหนือจะออกดอก และออกผลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงมิถุนายน หรือกรกฎาคม แต่ในซีกโลกใต้จะบานในช่วงเดือนกันยายนถึงมกราคมเป็นหลัก ผลมีลักณะเปราะ และยาวเฉลี่ย 2.5 ถึง 5 เซนติเมตร (0.98 ถึง 1.97 นิ้ว) แต่ละฝักมีเมล็ดโดยประมาณ 4 ถึง 6 เมล็ด มีลักษณะรี แบน สีน้ำตาลอ่อน และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ถึง 4 มิลลิเมตร (0.12 ถึง 0.16 นิ้ว) มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 145 เมล็ดต่อ1 กรัม (0.035 ออนซ์) ในทางซีกโลกใต้ ผลจะสุกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี
เปลือกของต้นดังกล่าวมีสีน้ำตาลเข้มถึงเทา แตกตามยาว และด้านในมีสีน้ำตาลแดง
เนื้อไม้ของต้นดังกล่าวมีสีน้ำตาลแดงเข้มโดยมีสีเหลืองอยู่ตรงกลาง มีความหนาแน่นสูง ทนทาน และแข็งแรง มีความหนาแน่นโดยประมาณอยู่ 1.11 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm^3)

ปล่อยครั้งเรามักจะพบ Mimosa tenuiflora เติบโตขึ้นได้ดีมากหลังจากเกิดไฟป่า หรือระบบนิเวศน์แปรปรวนครั้งใหญ่ นับว่าเป็นพืชที่บุกเบิกและนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ มันทิ้งใบลงบนพื้น ก่อตัวเป็นชั้นคลุมด้วยหญ้าบางๆ อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็เป็นซากพืชหรือปุ๋ยให้พืชอื่นๆต่อไป นอกจากความสามารถในการตรึงไนโตรเจนแล้ว พืชดังกล่าวยังมีความสามารถในการปรับสภาพดิน ทำให้พร้อมสำหรับพืชชนิดอื่นๆ ที่จะตามมาได้อีกด้วย
—————————————————
การใช้เพื่อการรักษา

ชาที่ทำจากใบ และลำต้นถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาอาการปวดฟัน อาการไอ และหลอดลมอักเสบ สารสกัดในรูปแบบน้ำ (ด้วยวิธีการต้ม) ของพืช Mimosa tenuiflora สามารถนำมาดื่มได้ โดยการนำเปลือกไม้มาหนึ่งกำมือลงในน้ำหนึ่งลิตรจะหรือในน้ำเชื่อมก็ได้จนกลายเป็นสารละลายที่มีฤทธิ์ซึ่งอาจจะทำให้เมาได้

มีการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นชิ้นหนึ่งพบว่า Mimosa tenuiflora มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษาแผลที่ขา (การเป็นแผลเปิดบริเวณขา) ได้เป็นอย่างดี

สารสกัดในรูปแบบน้ำของพืชชนิดดังกล่าวถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาบาดแผล แผลไฟไหม้ในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์จากพืชตัวนี้ (โดยทั่วไปจัดกลุ่มภายใต้คำว่า "Tepezcohuite") จึงกลายเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ได้รับความนิยม และผลิตได้ง่ายในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเชิงการค้า ซึ่งใช้ และทำการตลาดโดยคนดัง อย่าง Kylie Jenner และ Salma Hayek
—————————————————
การใช้ในรูปแบบอื่นๆ
พืชชนิดมักถูกใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์ โดยให้โปรตีนที่สำคัญ และสารอาหารอื่นๆ ซึ่งเติบโตได้ดีในฤดูแล้ง และพื้นที่แห้งแล้ง ในขณะที่สามารถให้อาหารเพื่อช่วยชีวิตเหล่าปศุสัตว์ และสัตว์ในท้องถิ่นได้ ทั้งวัว แพะ และแกะ ต่างกินฝัก และใบของต้นดังกล่าว ดูเหมือนจะมีหลักฐานว่า Mimosa tenuiflora ที่สัตว์กินเข้าไปอาจทำให้เกิดความบกพร่องในการพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องตั้งท้องในประเทศบราซิล รวมถึงพืชชนิดนี้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของผึ้งโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง และต้นฤดูฝน เช่นเดียวกับพืชส่วนใหญ่ในตระกูลถั่ว หรือ Fabaceae พืชชนิดนี้ยังสามารถใช้เป็นปุ๋ยให้แก่ดินด้วยแบคทีเรียที่มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจน อีกทั้งมีประโยชน์สำหรับต้านการพังทลายของดิน และการปลูกป่า

Mimosa tenuiflora เป็นแหล่งไม้ทำเชื้อเพลิงได้ดีมาก และใช้ได้ดีมากสุดๆสำหรับการทำเป็นเสา ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีสารแทนนินสูง (ประมาณ16%) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เน่า และป้องกันแมลงอันเนื่องมาจากมีสารแทนนินสูงนั้นเอง โดยเปลือกไม้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเป็นสีย้อมตามธรรมชาติ และในการผลิตเครื่องหนัง ใช้ทำสะพาน อาคาร รั้ว เฟอร์นิเจอร์ และล้อ ยังสามารถเป็นแหล่งผลิตถ่านที่ดีเยี่ยม และมีการศึกษาอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อดูว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้

คุณสมบัติการรักษาของพืชชนิดนี้มีประโยชน์ในการรักษาสัตว์เลี้ยง น้ำยาจากใบหรือเปลือกใช้ล้างตัวสัตว์ เพื่อป้องกันพยาธิได้ และพืชดังกล่าวมักจะเก็บใบส่วนใหญ่ไว้ในช่วงฤดูแล้งจึงเป็นแหล่งให้ร่มเงาที่สำคัญสำหรับสัตว์ และพืชในช่วงเวลานั้น
—————————————————
สารเคมีที่สำคัญในพืชดังกล่าว

เปลือกไม้อุดมไปด้วยสารแทนนิน (tannins) ซาโปนิน (saponins) อัลคาลอยด์ (alkaloids) ลิพิด (lipids) ไฟโตสเตอรอล (phytosterols) กลูโคไซด์ (glucosides) ไซโลส (xylose) แชมโนส (rhamnose) อาราบิโนส (arabinose) ลูเพิล (lupeol) เมทอกซีชาลโคน (methoxychalcones) และคูคูลคานิน (kukulkanins) นอกจากนี้ Mimosa hostilis ยังมี labdane diterpenoids แล็บเดน (labdane) และไดเทอร์พีนอยด์ (diterpenoids) อีกด้วย
—————————————————
การใช้ในทางจิตวิญญาณ และตามความเชื่อ (Entheogenic uses)

Mimosa tenuiflora ถือเป็นพืชที่มีสารที่ใช้ยกระดับจิตวิญญาณทางศาสนาและความเชื่อ (Entheogen) ที่ใช้โดยลัทธิ Jurema หรือ O Culto da Jurema ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ที่มักนิยมดื่มเครื่องดื่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทซึ่งทำจากพืชชนิดดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการแสดงถึงสารบางอย่างที่บริเวณเปลือกของรากในประเทศเม็กซิกันที่เป็นแบบแห้งว่ามีปริมาณของไดเมทิลทริปทามีน หรือ dimethyltryptamine (DMT) อยู่ประมาณ 1 ถึง 1.7% ที่บริเวณเปลือกของลำต้นมี DMT อยู่ประมาณ 0.03%

ส่วนต่างๆ ของพืชดังกล่าวมักใช้ในทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลในยาสมุนไพรต้มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่เรียกว่า "Jurema" หรือ "Yurema" ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มอันเลื่องชื่ออย่าง อายาวัสกา (Ayahuasca) จากชาวอะเมซอนตะวันตกดั้งเดิมนั้นกลั่นจากเถาวัลย์อายาวัสกาพื้นเมือง อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันไม่พบ β-carbolines เช่น harmala alkaloids ในยาสมุนไพรต้มของ Mimosa tenuiflora แต่ "Jurema" ยังคงมีใช้ร่วมกับพืชอีกหลายชนิด

สิ่งที่นำเสนอนี้สร้างความท้าทายต่อความเข้าใจด้านเภสัชวิทยาว่า เหตุใด DMT จากพืชเมื่อถูกใช้เข้าไปในร่างกายทางปาก (ดื่มหรือรับประทาน) จึงสามารถทำให้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้ เนื่องจากฤทธิ์ทางจิตประสาทของ DMT ที่กินหรือดื่มเข้าไปนั้นจำเป็นต้องมีตัวยับยั้งอย่างเอนไซม์ที่มีชื่อว่า monoamine oxidase (MAOI) เช่น β-carboline ถ้าไม่มี MAOI ตัวนี้อยู่ในพืช หรือไม่ได้เติมลงในส่วนผสมเอนไซม์ดังกล่าว (MAO) จะเผาผลาญหรือทำการสลายสารอย่าง DMT ในลำไส้ของมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้โมเลกุลชนิดนี้ได้ที่ทำงานอยู่เข้ไปาสู่กระแสเลือด และสมอง (MAO ย่อย DMT จึงไม่ทำให้ทริป แต่เหตุใดเครื่องดื่มที่มีชื่อว่า Jurema อันประกอบด้วย Mimosa tenuiflora จึงทริปได้ ทั้งๆที่ไม่มีสารยับยั้ง MAO หรือที่เรียกกันว่า MAOI อยู่เลยด้วยซ้ำ กลายเป็นให้ผลในลักษณะเดียวกันกับการสูบ ซึ่งยังต้องหาคำตอบในส่วนนี้ต่อไป)

พืชชนิเนี้นี้ยังคงถูกใช้ในการผลิตสารไซคีเดลิกอย่าง "DMT" แบบผลึกอย่างลับๆ ในรูปแบบนี้มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทเป็นอย่างมาก โดยตัวมันเองเมื่อถูกทำให้ระเหย และถูกสูดเข้าไปตามลมที่หายใจเอาเข้าไปสู่ร่างกาย (วิธีการสูบ)

การแยกสารประกอบเคมียูเรมามีน (yuremamine) ออกจากพืชชนิดนี้ ตามที่รายงานในปีค.ศ. 2005 แสดงถึงไฟโตอินโดลประเภทใหม่ ซึ่งอาจอธิบายกิจกรรมทางปากที่ชัดเจนของ DMT ในเครื่องดื่มจูเรมา (Jurema) ที่มีส่วนผสมของ Mimosa tenuiflora เป็นหลัก
—————————————————
การเพาะปลูก

โดยธรรมชาติแล้ว Mimosa tenuiflora นั้น จะมีผล และเมล็ดพืชจะกระจายไปตามลมในรัศมี 5 ถึง 8เมตร (16–26 ฟุต) จากต้นแม่ ฝนจะพัดพาพวกมันจากที่ลาดลงไปยังที่ราบต่ำ และกิจกรรมของมนุษย์ก็มีส่วน เพื่อการกระจายตัวของมันเอง

สำหรับการเพาะปลูก ฝักเมล็ดจะถูกเก็บเมื่อเริ่มเปิดตามธรรมชาติบนต้นไม้ ฝักที่เก็บได้จะถูกนำไปตากแดดเพื่อให้ฝักเปิดออก และปล่อยเมล็ดออกมา เมล็ดสามารถปลูกได้ในดินทรายที่มีแสงแดดส่องถึง

การทำให้เมล็ดเป็นแผลเป็นด้วยวิธีทางกล หรือโดยการใช้กรดซัลฟิวริกจะเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดอย่างมากเมื่อเทียบกับการไม่แปรรูป โดยสามารถหว่านเมล็ดลงในหลุมโดยตรงหรือปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้ได้อีกด้วย

เมล็ดสามารถงอกได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ 10 ถึง 30 °C แต่อัตราการงอกสูงสุดจะเกิดขึ้นที่ประมาณ 25 °C (ประมาณ 96%) แม้จะเก็บไว้นานสี่ปีก็ตาม การงอกใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์

นอกจากนี้ยังสามารถขยายพันธุ์ Mimosa tenuiflora ด้วยวิธีการปักชำได้อีกด้วยซ้ำ แต่ไม่แนะนำให้ตัดแต่ง Mimosa tenuiflorae ที่โตเต็มวัยในช่วงฤดูฝนเพราะอาจทำให้พวกมันตายได้
—————————————————
สถานภาพทางกฎหมาย

พืชชนิดดังกล่าวมีการถูกพูดถึงในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการ ต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุที่ ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. 1988 แต่สำหรับประเทศไทยนั้นปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับพืชชนิดนี้อย่างชัดเจน